แบะ! แบะ! พอจะรู้เรื่องมากขึ้นหรือเปล่านี้ ข้อเสนอแนวคิด หน้าแรก สระ เอ สระ อี สระ ไอ สระ โอ สระ ยู สระ วาย สระ เอิล เมื่ออยู่ท้ายคำศัพท์
พยัญชนะ    B . C . D . F . G . H . J . K . L . M . N . P . Q . R . S . T . V . W . X . Y . Z

 
  การเทียบเคียง การสะกดภาษาอังกฤษ กับการสะกดภาษาไทย เพื่อการสะกดอ่าน (ภาคขยายความ 1 )  

    โดยทั่วไปคนเราจะเพิ่มพูลความรู้ต่างๆนานา ไ้ด้จากการอ่านหนังสือซะเป็นส่วนใหญ่ มากกว่าการรับฟังจากผู้อื่น แต่การเรียนการสอน ภาษาอังกฤษในบ้านเรา จะสอนให้จำคำศัพท์แบบ ผสมตัวอักษรเข้าด้วยกัน ซะเป็นส่วนมาก ทั้งการเรียนทั่วไป และเรียนพิเศษเอง
    เราจะได้ยินได้ฟังอยู่บ่อยๆว่า "นักเรียน นักศึกษา ถ้าอยากจะเก่งภาษาอังกฤษละก็ หลังจากที่เรียนไปวันนี้ ก็กลับไปท่องจำคำศัพท์มานะ" โดยไม่รู้เลยว่า ก่อนที่จะท่องจำคำศัพท์ให้ได้มากนัก เริ่มจากการอ่าน(การสะกดคำศัพท์) ให้่ได้ เสียก่อน
    การเรียนภาษาอังกฤษในบ้านเราส่วนมากๆ จะมีการสอนว่า อักษรอังกฤษ เทียบเคียงกับอักฤษไทย มีอะำไรบ้าง แค่ชั่วโมงสองชั่วโมง หรือไม่การเรียนการสอนบางแห่ง ก็ไม่ได้มีการสอนเลย โดยจะสอนให้จำคำศัพท์แบบเจ้าของภาษา ทำให้การเรียนภาษาอังกฤษ ในบ้านเราจึงมีคนที่อ่านภาษาอังกฤษได้เป็นจำนวนน้อยมาก ที่ว่าน้อยมากก็เพราะ ขึ้นอยู่ว่าจำได้เก่งแค่ไหน
    การจะท่องจำคำศัพท์แบบเจ้าของภาษา ให้ได้ผลดีนั้น อย่างแรกต้่องพูด และรู้ความหมายของภาษาอังกฤษได้อยู่แล้ว ที่จะต้องท่องจำอย่างเดียวก็ืคือ การผสมตัวอักษร ตัวอย่างเช่น เอ็นด ที่หมายถึง สิ้นสุด, จบ
       เราแค่จำอย่างเดียวว่า ( END ) ก็คือการอ่านแบบนี้ (E-อี N-เอ็น D-ดี ) การสอนจำแบบนี้เหมาะ กับคนที่พูดได้ และรู้ความหมายอยู่แล้ว สังเกตได้จากเกมฝึกภาษาอังกฤษ เช่น เกมเติมอักษร เกมต่ออักษร

1.สิ้นสุด,จบ
  N  

  K  
E N D
  O  
  W  

  แต่สำหรับผู้ที่กำลังศึกษาภาษาอังกฤษนั้น จะต้องจำถึง3อย่างด้วยกัน คือ

  1. การผสมตัวอักษร ที่ไม่ใช้การอ่าน (การสะกดคำ) ศัพท์ ( END ) = (E-อี N-เอ็น D-ดี ) เหมือนการจำแบบเบอร์โทรศัพท์ (1 2 3 )
  2. การออกเสียงคำศัพท์ ( END ) = เอ็นด
  3. ความหมาย ( END ) = สิ้นสุด, จบ

   จึงเป็นเหตุให้ผู้เรียนภาษาอังกฤษ ในหนึ่งห้องเรียนมีจำนวนที่ำจะได้ภาษาอังกฤษ เป็นจำนวนน้อยมากๆ
   หนังสือสอบภาษาอังกฤษ บางเล่ม มีการแนะนำการเรียนการสอนว่า " อย่าสอนให้เทียบ อักษรอังกฤษ กับอังษรไทย เพราะ เสียงของแต่ และชาติ ย่อมจะเหมือนกัน แต่อาจจะเพี้ยนกันไปบาง " แต่กับมีการแนะนำการเรียนการสอนว่า " 1.ฝึกอ่าน A-Z ให้คล่อง
  2 .ฝึกเขียน A-Z   
  3.
ให้เริ่มสอนบทเรียนที่ 1ประโยคแรกให้ฝึกสะกดคำทุกคำ ในประโยค แล้วจึงอ่านทั้งประโยค This is a children. สัก 20-30 ครั้งจนคล่อง แลัวจึงฝึกประโยคต่อ เช่น ตอนแรกให้สะกดคำว่า children
ก่อน แล้วจึงให้อ่านทั้งประโยค ข้อสำคัญที่สุด อย่างฝึกประโยคใหม่ จนกว่าจะสามารถอ่านทุกๆ ประโยคตั้งแต่ต้นจนคล่องเสียก่อน" โดยที่หนังสือทั้งเล่มไม่มีการสอน การสะกดคำศัพท์เลย ว่า " children " สะกดอย่างไร โดยที่หนังสือ จะให้เราใจเอาเอง ว่าการสะกดคำว่า " children " คือ " ( C-ซี S-เอช I-ไอ L-แอล D-ดี R-อาร์ E-อี N-เอ็น) " ก็คือการสะกด ก็ไม่ต่างกับ การฝึกจำเบอร์โทรศัพท์ คืิ่อ
        1.ฝึกอ่าน 0-9 ให้คล่อง
        2.ฝึกเขียน 0-9
        3.ฝึกผสมเลขเข้าด้วยกัน แลัวค่อยจำว่าเบอร์โทรศัพท์นี้เป็นของใคร เช่น เบอร์แรก 02-035892เป็นของพอลลา เบอร์ที่สอง 09-06254879 เป็นของแคทนะ ฝึกผสมเลข จนกว่าจะจำเบอร์จนคล่อง
    ถ้าเป็นการสะกดคำศัพท์แบบนี้ จะมีคนจำคำศัีพท์ได้จำนวนมาีกๆกี่คนกัน
    ข้อสังเกตุคือ ไม่ให้เทียบอักษรอังกฤษ กับอังษรไทยเพราะเสียงอาจะเพี้ยนกันได้ นั้นเหมาะกับ การสอนพูดภาษา แต่สำหรับการอ่าน หรือสะกดคำนั้น คือ วิธีการออกเสียงเทียบ ให้ใกล้เคียงเสียงของคำนั้นๆ อีกทั้งคนไทยก็มีพื้นฐานความสามารถในการสะกดคำได้ดีอยู่แล้ว ก็ควรที่จะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์
    คนไทยส่วนมากโอกาสที่จะใช้ถาษาอังกฤษในการพูด มีอยู่น้อยมาก ต่างกัน กับการอ่านภาษาอังกฤษ ที่ส่วนมากเราต้อง พบอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น ฉลากอาหาร ในทีวี หนังสือเรียน หนังสือพิมพ์ ข้อสอบ การเขียนโปรแกรม โดยเฉพาะการท่องอินเตอร์เน็ต ที่เน้นอ่านภาษา เป็นสำคัญ และการที่อ่านออกเสียงเพี้ยนไปบ้าง ก็ไม่ได้สื่อความหมายของคำ ให้เราตัวเราเข้าใจความหมายของคำผิด ต่างกับการที่ต้องพูดภาษานั้น ถ้าเพี้ยนไป ก็จะไม่สื่อความหมายของผู้พูด หรือไม่ก็ทำให้ความหมายเปลียนไป
    อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้นักเรียนนักศึกษาในบ้านเราไม่สามารถพูดภาษาอักฤษเป็นภาษาที่สองเป็นจำนวนมาก ต่างจากภาษาถิ่นที่ไม่ได้มีหลักสูตรในการสอนนั้น เพราะการเรียนการสอนของบ้านเรายังผสมการสอนระหว่างการพูด กับการอ่านเข้าด้วยกัน โดยที่ผู้เรียนไม่มีฐานที่ดีทั้งการพูด และการอ่าน แต่เน้นการจำเก่งเป็นการทดสอบ มากกว่าการนำไปใช้จริง
ข้อสังเกตุ คือส่วนใหญ่ผู้สอนต้องการให้ ผู้ที่เรียนแล้วสามารถนำไปใช้พูดได้ แต่กลับทดสอบความสามารถในการพูด ด้วยการสอบข้อเขียน หรืออ่านข้อสอบแล้วเลือกคำตอบที่ถูกต้อง ทำไมไม่เป็นการทดสอบด้วยคำถามพูด และตอบด้วยคำพูด อีกทั้งระหว่างการสอนยังให้หนังสือที่พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ เป็นแห่งในการค้นคว้าและทบทวน ทั้งที่คนไทยยังไม่มีพื้นฐานที่ดีในอ่านภาษาอังกฤษเลย ต่างกับภาษาถิ่นที่เน้นทดสอบด้วยการพูดตอบโต้กันเป็นหลัก และภาษาเขียนยังสามารถ เขียนบนพื้นฐานของภาษาอะไรก็ได้ ถ้าผู้เขียนสามารถอ่านจะสะกดมันออกเป็นคำที่ต้องการออกเสียงนั้น ( แซ้บ, SAB )
   โดยปกติการเรียนภาษาไทย ของเราเองนั้นจะเริ่มด้วย สอนสะกดคำก่อน เป็นเวลาหลายปีตั้ง ป.1 ถึงป.6 ทั้งที่เราเอาก็ พูดภาษาไทยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เราก็จำเป็นต้องเรียนการสะกดคำ แทนที่จะสอนให้ท่องจำคำแบบภาษาอังกฤษ เช่น คำว่า (สยาม) ก็จำแบบผสมตัวอักษรเข้าด้วยกัน เป็น ( ส.เสือ  ย.ยักษ์  า.สระอา  ม.ม้า ) แทนการสะกด ( สอ+อะ ยอ+อา+มอ) แต่การเรียนภาษาไทยทำำไมไม่สอน เพราะการจำแบบผสมตัวอักษรเข้าด้วยกัน ไม่สามา่รถที่ จะออกเสียงของคำได้ ต่างกับการสะกด
   นอกจากนั้น การที่เรามีความสามารถสะกดภาษาไทยได้อยู่แล้ว ทำไม่ถึงไม่นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ไม่เฉพาะจะต้องเป็นภาษาอังกฤษอย่างด้วย ถึงจะเทียบเคียงกันไม่ได้ซะที่เีดียว แต่ก็สามารถทำให้อ่านเข้าใจ ภาษาที่ชนชาติอื่นเขียนขึ้นมาได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายที่สุดๆ ก็คือ อักษรภาษาอังกฤษ ที่แทนภาษาเขียนของชาติต่างๆ เช่น ฝรั่งเศล, เยอรมัน ,สเปน และกำลังเป็นที่นิยมอยู่ใน ขณะนี้คือ พวกคาราโอเกะ เพลงไทย หรือแม้แต่ชาติที่มีำภาษาเขียนของตัวเอง อย่างจีน ,ญี่ปุ่น ที่ไว้สอนชาวต่างชาติ ที่จะเรียนภาษาของเขา ก็ยังกำกับการสะกดภาษาด้วย อักษรภาษาอังกฤษ เพื่อให้ไว้ใช้ในการสะกดออกเสียงคำ จะต่างกันตรงแต่ละำภาษาที่ใช้จะ มีการกำหนดสัญญลักขณ์เพิ่มขึ้น ไว้ใช้้ในการออกเสียง ที่แตกต่างจากเสียงของอักษรภาษาอังกฤษที่มีอยู่เดิม

 
< 1 . 2 . 3 >

Copyright © June 2003-2011  anoocha carnaponpiputn  All rights reserved.